บทที่ 5 ภรรยาทางนิตินัย 3

“ทำไมถึงคิดว่ามันต้องจบ?” เขาถามด้วยความไม่เข้าใจ คิ้วเข้มผูกเข้าหากัน

“หนู รู้ ... ว่าพี่เจตน์ ... มีคนของหัวใจ ... แล้ว” แล้วเธอก็ปล่อยมือจากเขาโดยฉับพลัน “มีแล้วแน่ๆ”

จากนั้นน้ำตาเจ้ากรรมที่กลั้นไว้ ก็หยดแหมะและไม่มีทางว่าจะห้ามอยู่

“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก แต่หนูเห็นพี่ ฮือ กับเขา หนูเห็น พวกพี่มาด้วยกัน กอดกัน ปลอบใจกันซะยิ่งกว่าคนรักกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว”

“เดี๋ยวก่อน เห็นอะไรนะ” เจตน์เริ่มห้ามปรามเมื่อเรื่องราวที่เธอพูดมันชักจะเหลวไหลไปกันใหญ่ จู่ๆ จะเล่นบทโศก เธอก็เล่นออกมาโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ชายหนุ่มจึงต้องตั้งสติเพื่อฟังคนไม่มีสติพร่ำเพ้อเรื่องไม่เป็นเรื่องออกมา

“หนูเห็น ถึงพี่ไม่พาเขาเข้าบ้าน แต่หนูก็รู้ว่าพี่ไปกับเขา” เธอสะอื้นไห้ น้ำตาไหลนองเต็มหน้า และโมโหจนเริ่มทุบตีไปที่อกกว้าง ซึ่งถึงแม้หมัดเล็กของเธอจะสะเปะสะปะ แต่เจตน์ก็เริ่มรำคาญจนต้องคว้าคนที่ดิ้นอยู่กลางเตียงไว้ และเพียงแค่วาดวงแขนไปรอบเดียว ร่างของอัญมณีก็ลอยวืดขึ้นมานั่งบนตักอย่างง่ายดาย

“พี่ทำแบบนี้กับหนูได้ยังไง? ในเมื่อไม่อยากแต่งงานกับหนูแล้วทำไมไม่ปฏิเสธตั้งแต่แรก รู้มั้ยว่าทำแบบนี้หนูเจ็บนะ เจ็บมากๆ หนูก็อยากหย่า หนูจะหย่า ไม่เอาแล้วนะ หนูจะอยู่ยังไงถ้าวันหนึ่งหนูต้องกลายเป็นเมียน้อยที่มีทะเบียนสมรส” เธอพร่ำไม่หยุด ไม่สนใจแล้วว่าตอนนี้ตนจะอยู่ในอิริยาบถไหน

“หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว ใครสอนพูดมาไอ้ประโยคเหลวไหลพวกนี้” ชายหนุ่มได้แต่กอดคนบนตักไว้ พร้อมกับตวาดกลับไปให้เธอหยุด แล้วเลิกพูดอะไรที่ไม่เป็นเรื่องเป็นราวนี้สักที

“หนูจะหย่า”

“บ้า พี่ไม่หย่า”

“หนูไม่อยากอยู่แบบนี้แล้ว ถ้าการแต่งงานครั้งนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่หนูวาดฝันไว้ หนูก็จะเลิกกับพี่ ไม่อยู่กับพี่แล้ว” เธอยืนยันอีกครั้ง จากนั้นก็รู้สึกว่าอ้อมกอดของคนที่ซ้อนตัวอยู่ข้างหลังรัดแน่นยิ่งกว่าเดิม

ซึ่งเธอไม่รู้หรอกว่าอ้อมกอดที่ว่ามันรุนแรงขึ้น มันเป็นเพราะชายหนุ่มเริ่มไม่พอใจกับสิ่งที่เธอพูด และอีกอย่าง คือเมื่อยามได้แตะเนื้อต้องตัวนุ่มนิ่ม ที่นวลเนียนไปทั้งร่าง พอบวกกับกลิ่นหอมของดอกกุหลาบจางๆ มันทำให้อารมณ์ที่สะกดกลั้นมานานมันพลุ่งพล่านขึ้นมา

“พี่เจตน์รู้ไหม ว่าเราแต่งงานกันมาสามเดือนแล้ว แต่หนูรู้สึกเหงาเหลือเกิน ทั้งที่มีคนงานรายล้อมอยู่เต็มบ้าน ทั้งที่หนูมีอะไรให้ทำมากมาย แต่หนูก็ยังรู้สึกเหมือนว่าหนูไม่มีใคร ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มันควรจะหายไปตอนที่เราอยู่ด้วยกันใช่ไหม? แต่ไม่เลย ยิ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ใช้เวลาอยู่กับพี่ หนูกลับยิ่งรู้สึกเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม

กอดนี้ก็เหมือนกัน ที่หนูไม่เคยได้รับและไม่มีทางได้รู้เลยว่ามันเป็นของใครมาแล้วบ้าง ซึ่งเรื่องราวก่อนหน้านี้หนูไม่สนใจหรอกนะ แต่วันนี้หนูไม่แบ่งมันให้ใครแล้ว ถ้าพี่ไม่หย่าพี่ก็ต้องมีหนูคนเดียว หนูแบ่งพี่ให้ใครไม่ได้หรอก แค่กอดเดียวก็ไม่ได้เพราะ ... เพราะหนูไม่เคยคิดมาก่อนนี่นา ว่ามัน ว่ามัน ... จะอุ่นขนาดนี้”

อัญมณีหยุดร้องไห้แล้ว แต่ก็ยังพร่ำพรรณนาออกมามากมาย เป็นประโยคสนทนาที่ยาวที่สุด ขนาดที่ว่านับรวมเอาทั้งสามเดือนที่ผ่านมารวมกัน ยังยาวได้ไม่เท่านี้เลยมั้ง และทั้งที่ทั้งหมดเป็นความในใจที่เธอซ่อนไว้มาตลอด แต่คนที่อยู่ด้านหลังก็ยังเงียบกริบ ไม่ออกความเห็นใดๆ

ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเปิดโอกาสให้เธอพูดต่อใช่ไหม? ด้ายยย ... ถ้าอย่างนั้น อัญมณีก็จะไม่ยั้งแล้วนะ

“แต่ถ้าพี่ลำบากใจที่จะไปคุยกับผู้ใหญ่ เดี๋ยวหนูไปคุยให้ก็ได้นะคะ หรือถ้าอับอายว่าเราแต่งกันไม่เท่าไหร่ก็ต้องเลิกรา พี่จะให้หนูไปอยู่ที่อื่นก็ได้ หนูยอมทุกอย่าง ขอแค่อย่างเดียวอย่าให้หนูต้องเป็นเมียน้อยแต่สะเออะมีทะเบียนสมรสเลย ... ได้ไหม?”

เธอเอ่ยออกมาเสียงหวาน ร่างเล็กของหญิงสาวเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของเขาเพียงเล็กน้อย พร้อมกับหันไปทำตาปริบๆ ให้สองครั้ง อีกทั้งยังแสร้งยิ้มออกมาให้เขาสบายใจ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าคมที่ตอนนี้เรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกอะไรต่อสิ่งที่เธอพูด

เขาไม่สบตา แต่อัญมณีก็สังเกตเห็นกรามที่ขบกันจนเป็นสัน

นั่นมันคงหมายความว่าเขาโกรธ

ซึ่งอาจจะโกรธที่เธอเสนอหน้าไปรู้ความลับของเขาก็ได้ ถ้าหากให้เดา เขาอาจจะแต่งกับเธอเพื่อทำตามความต้องการของผู้ใหญ่ ในขณะที่เชิดหน้าชูตาผู้หญิงที่พ่อแม่เลือกให้ทุกคนพึงพอใจ เขาก็คงอยากจะเก็บผู้หญิงอีกคนไว้ เพื่อความปลอดภัยในเรื่องของชื่อเสียงหรือความวุ่นวายที่จะตามมา

“ปล่อยหนูเถอะค่ะ คืนนี้พี่เจตน์นอนเตียงเถอะนะคะ เดี๋ยวหนูจะไปนอนที่โซฟาเอง”

อัญมณีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันหวานซึ้งอีกครั้ง ซึ่งมันน่าฟังแต่ก็น่าหมั่นไส้ด้วยใจความของเนื้อหาที่เธอโยงกันมั่วซั่ว คิดเองเออเองเป็นตุเป็นตะ พูดมากซะจนเขาอยากจะทำให้เธอเงียบลง

ซึ่งระหว่างที่เธอบรรยายนั้น แทนที่เจตน์จะรีบคัดค้านความจริงบ้างไม่จริงบ้างที่เธอใส่ร้าย แต่เขาก็ไม่ทำ กลับปล่อยให้สายตาของตนจับจ้องไปที่ริมฝีปากบางที่พูดเจื้อยแจ้ว โดยที่ระหว่างที่พูดนั้นเธอคงไม่ทันได้เอะใจ ว่ามือที่กอดรัดเธอไว้หลุดพ้นไปและเอื้อมไปปลดตะขอเสื้อชั้นใน อีกทั้งยังลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเนียนตั้งนานสองนาน

ทันทีที่พูดจบ ชายหนุ่มก็ไม่รอช้า ยามเมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาเจตน์ก็โน้มตัวลงไปหา ริมฝีปากเรียวใหญ่ของเขาทาบทับไปที่ริมฝีปากของคนตรงหน้า

แน่นอนว่ามันเกิดขึ้น โดยไม่ปล่อยให้เธอได้ตั้งตัว

จากตอนแรกแค่จะสั่งสอนให้เด็กมันเงียบ และลองลิ้มรสชาติปากเจื้อยแจ้วของหญิงสาวผู้เป็นภรรยาตามกฎหมาย แต่เมื่อได้สัมผัสแนบชิดลงไป เจตน์กลับไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้ จากที่นั่งนิ่งกอดเธอไว้และลูบไล้แผ่นหลังเนียนขาวอยู่ฝ่ายเดียว เพียงไม่นานเขาก็ไม่ทำเพียงเท่านั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป